- ย้อนความกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2550 -
หลังเลิกเรียน เราไป MBK เพื่อจะไปหาที่ซ่อมมือถือกับ MP3 โดยมีพี่รินไปด้วย หลังจากนั้นก็กินมื้อเย็นกันที่นั่นก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านตอนประมาณ 6 โมงกว่าๆ
ปกติเราจะข้ามไปฝั่งตรงข้ามแล้วขึ้นรถเมล์กลับบ้าน แต่ตอนนั้นไม่รู้คิดยังไงถึงได้ตัดสินใจเดินกลับบ้าน เราก็เลยเดินย้อนถนนจากฝั่งหน้ามาบุญครองไปทางสามย่าน
พอเดินไปถึงช่วงต่อระหว่างอาคารจามจุรี 5 กับแนวตึกคณะครุศาสตร์ เราก็ได้พบกับเค้า...
เค้านอนคุดคู้อยู่กลางทางเดินบนฟุตบาท ตอนแรกเราเดินก้าวเท้าไวๆก็เกือบจะไปโดนเค้าเหมือนกัน โชคดีที่ยั้งเท้าทันแล้วก้มมองดู ถึงได้เห็นว่าไอ้ก้อนฟูๆเล็กๆบนพื้นนั่นคือ ลูกนก ที่กำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว...
...เค้าคงหล่นลงมาจากรังบนต้นไม้แถวนั้นแน่ๆ...
พอเห็นแบบนั้น เราก็ยืนลังเลอยู่ตรงนั้นสักพัก
ไม่ใช่ลังเลว่า 'จะช่วยหรือจะปล่อยไว้แบบนี้ดี?' หรอกนะ...
แต่ลังเลว่า 'ฉันจะอุ้มเด็กนี่กลับบ้านยังไงดี?' ต่างหาก
ตอนนั้นใกล้มืดแล้ว ฝนก็กำลังจะตก
ตรงนั้นใกล้ป้ายรถเมล์ เค้าอาจจะถูกคนเหยียบตายเอาได้ง่ายๆ
หรือถ้าเกิดเค้าเดินตุปัดตุเป๋หล่นออกไปนอกถนนก็อาจจะถูกรถทับ
แล้วยิ่งถ้าฝนตก เค้าก็ต้องหนาวตายหรือสำลักน้ำตายแน่ๆ
หวัดนกคืออะไร ไอสะไม่รู้จักแล้ว สิ่งเดียวที่รู้ในตอนนั้นคือ 'ฉันทิ้งเค้าไว้แบบนี้ไม่ได้!'
ว่าแล้วเราก็จัดแจงสะพายกระเป๋าให้กระชับ ขุดหาถุงในกระเป๋ามารองมือซ้าย ค่อยๆช้อนตัวลูกนกขึ้นมาไว้ในอุ้งมือซ้าย แล้วก็เอามือขวาประคองครอบตัวเค้าไว้อีกที ก่อนจะรีบเดินกลับบ้าน
ตอนที่กำลังจะข้ามสะพานลอยจากฝั่งสามย่านไปทางฝั่งบ้านเรา บังเอิญเจอวินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้น เขาคงเห็นเราเดินถืออะไรเก้ๆกังๆเลยทัก เราบอกไปว่าเราเก็บลูกนกได้ เขาเลยมาดูใกล้ๆ พอเห็นปุ๊บ เขาก็บอกว่า "นี่ลูกนกเอี้ยงนี่" หลังจากนั้นเขาก็ช่วยแนะนำเรื่องอาหารให้ บอกว่าให้ไปซื้อหนอนมาแช่น้ำให้กิน ฯลฯ
เราขอบคุณเขาสำหรับคำแนะนำเรื่องอาหารลูกนก แต่โดยส่วนตัวแล้วเราไม่อยากทำลายชีวิตเล็กๆเพื่อมาเลี้ยงอีกชีวิตนึง ก็เลยคิดว่าจะหาอาหารอย่างอื่นที่มีโปรตีนมาให้แทนหนอน
พอกลับมาถึงบ้าน ฝนก็ตกพอดี เป็นโชคดีของเด็กนี่จริงๆที่เราไปเจอแล้วช่วยมา
เราสำรวจดูตามตัวเค้าดูว่าบาดเจ็บอะไรหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มีแผลภายนอกเลย ดูการขยับขากับปีกก็เป็นปกติ แสดงว่าไม่มีกระดูกตรงไหนหัก สังเกตดูอึของเค้าก็ไม่มีเลือดปนออกมา แสดงว่าอวัยวะภายในไม่ได้รับบาดเจ็บ
...แก(หล่น)มากับดวงจริงๆ...
ด้วยความที่เจ้าหนูนี่มาอยู่ด้วยแบบกระทันหัน เลยไม่สามารถหากรงให้เค้าได้ ยายเราช่วยหาตะกร้าพลาสติกโปร่งๆขนาดกำลังเหมาะมาให้ใบนึงเราก็เอากระดาษทิชชู่ปูให้แล้วจะจับเค้าลงวางในตะกร้าแต่เค้ากลับไม่ยอมลงจากมือเรา เราเลยต้องวางเค้าลงบนตักตัวเองก่อน ปรากฏว่าเค้าเข้ามาซุกกับตัวเราเลย
แค่ช่วงระยะเวลาที่เราอุ้มเค้าเดินมาจนถึงบ้าน...เค้าก็เห็นเราเป็นแม่ไปซะแล้ว...
เราต้องปล่อยให้เค้าซุกอยู่พักนึงจนสบายใจถึงค่อยๆประคองตัวเค้าไปวางลงในตะกร้าได้
ในขณะที่เรากำลังกลุ้มอยู่นั้นเองว่าจะหาที่นอนที่ปลอดภัยให้เค้าได้ยังไงเพราะไม่มีกรงให้เค้าอยู่ ยายเราก็บังเอิญค้นเจอฝาชีใบหนึ่งที่ขนาดพอดีกับปากตะกร้าเป๊ะเลย เราก็เลยเอาฝาชีใบนั้นมาประกบครอบเป็นฝาตะกร้า แล้วก็ผูกลวดยึดเอาไว้เป็นแกนให้เปิดปิดได้ ทำเป็นกรงแก้ขัดไปซะเลย เวิร์ค~ > <b
แล้วเด็กน้อยที่เราเก็บมาก็นอนหลับไปในตะกร้านั้นโดยมีเสียงเราร้องเพลงกล่อมเบาๆ...
.
.
.
- วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2550 -
โดยปกติแล้ว ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ ไอสะไม่มีทางยอมตื่นง่ายๆแน่ถ้ายังไม่ถึงบ่าย
แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างที่เคย...
เราสะดุ้งตื่นเองตั้งแต่ตอนประมาณ 6 โมงเช้า แล้วสิ่งแรกที่ทำก็คือลุกพรวดออกไปดูลูกนกเพราะกลัวว่าถ้าเกิดเค้าตื่นมาแล้วหิวจะไม่มีคนป้อนอาหาร
เค้าตื่นแล้วจริงๆ เราเปิดตะกร้าแล้วลองป้อนอาหารให้ แต่เค้าไม่ยอมอ้าปากกินอะไรเลย เราลองพยายามอยู่สักพักใหญ่ๆ เห็นว่าเค้ายังไม่อยากกินก็เลยไม่อยากบังคับ คิดว่าคงเป็นเพราะว่าเค้ายังกลัวอยู่และยังไม่ชินกับบ้านใหม่ เราเลยไปล้างมือแล้วกลับเข้าไปนอนงีบต่อ
พอเราตื่นมาอีกทีก็พยายามป้อนอาหารให้เค้าอีกเค้าก็ยังคงไม่ยอมอ้าปากอยู่เหมือนเดิม เราพยายามอีกหลายครั้งและลองเปลี่ยนอาหารที่ใช้ป้อนหลายๆอย่าง แต่เค้าก็ยังไม่ยอมกิน
เรากับท่านแม่เริ่มกังวลว่าเค้าอาจจะไม่รอด เพราะเค้าไม่ยอมกินอะไรเลยจริงๆ แล้วยิ่งเวลาผ่านไป เค้าก็ยิ่งดูอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ
แต่เราไม่ยอมตัดใจง่ายๆหรอก
อุตส่าห์ช่วยให้รอดชีวิตจากข้างถนนมาได้แล้ว...ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดสิ...
จนกระทั่งถึงตอนบ่ายแก่ๆ เราจะลองป้อนอาหารให้ลูกนกอีกรอบ บังเอิญว่ายายเรากำลังนั่งกินขนมปัง แล้วมีเศษขนมปังชิ้นนึงหล่นพอดี ยายเราเลยเอาเศษขนมปังชิ้นนั้นมาให้เราลองป้อนลูกนกดู
เราเอาเล็บจิกขนมปังออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ เอาจุ่มน้ำ บี้ให้นิ่มๆเละๆแล้วเอาวางไว้ที่ปลายนิ้วชี้ จากนั้นก็ลองยื่นไปใกล้ๆปากเด็กน้อยที่ทำท่าเหมือนจะหมดแรงตายได้ทุกเมื่อดู...
ในที่สุดเค้าก็ยอมอ้าปากแล้ว!
ดูเหมือนว่ากลิ่นหอมของขนมปังจะทำให้เค้ารู้สึกอยากอาหารขึ้นมาได้ เรารีบหย่อนเศษขนมปังบนปลายนิ้วเราลงในปากเค้าทันที เค้าก็รีบกลืนทันทีเลยด้วย
ป้อนขนมปังไปได้สักพักก็ลองเปลี่ยนมาป้อนผลไม้ (สาลี่บี้เละๆ)เค้าก็ยอมกินแต่โดยดี
แววแห่งความอยู่รอดเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่วินาทีที่เจ้าหนูยอมอ้าปากกินอาหาร
แล้วหน้าที่ป้อนข้าวป้อนน้ำให้เจ้าหนูนี่ก็ตกเป็นของเราไปโดยปริยาย...
พอตกกลางคืน เค้าก็ดูเหมือนจะเริ่มง่วง เราเลยเปลี่ยนกระดาษรองตะกร้าให้แล้วก็กำลังจะปิดฝาตะกร้า
แต่ยังไม่ทันจะเอามือออก...เด็กนี่ก็เข้ามาซุกมือเรา...
เราขยับจะเอามือออก เค้าก็เดินเตาะแตะตามมาซุกมือเรา สุดท้ายเราก็เลยต้องยอมเอามือไว้ให้เค้าซุกอย่างนั้นสักพักจนเค้าหลับถึงเอามือออกแล้วปิดตะกร้าได้
ท่านแม่เราให้ข้อสังเกตว่า "เค้าเห็นเธอเป็นแม่ไปแล้วจริงๆ แถมดูท่าจะติดเธอซะด้วย"
.
.
.
- วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2550 -
วันนี้เราก็ตื่นแต่เช้าเพื่อมาป้อนอาหารให้ "ลูก" ของเราเหมือนเมื่อวาน
นึกขอบคุณนกหางพัด (นกอีแพรด) ที่มาทำรังอยู่ในบ้านเราเหลือเกินที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติของลูกนกนั้นต้องกินตลอดทั้งวัน สังเกตได้จากการที่พ่อนกแม่นกต้องผลัดกันออกไปหาอาหารมาป้อนลูกตลอดเวลาตั้งแต่เช้ายันเย็น
เราจึงต้องคอยออกมาป้อนอาหารให้ "ลูก" ของเราแทบจะทุกๆ 15 นาที
ก็ค่อนข้างจะวุ่นดีทีเดียว นั่งทำการบ้านไปได้สักพักก็ต้องวิ่งออกจากห้องมาป้อนข้าวป้อนน้ำให้ลูก
แต่เราก็มีความสุขที่ได้ทำนะ
...นี่คงจะเป็นความรู้สึกของคนที่เป็น "แม่" สินะ...
พอถึงตอนกลางคืน เราก็ต้องทำหน้าที่กล่อมเค้าให้หลับ คราวนี้เรารู้แล้วว่าต้องทำยังไงบ้าง
เรายื่นมือซ้ายลงไปในตะกร้าให้เค้าซุก วันนี้เค้าเข้ามาซุกแล้วร้องคราง"ปี๊ว~ ปี๊ว~" เบาๆด้วย เป็นเสียงประมาณเหมือนเด็กง่วงนอนแล้วพูด "ราตรีสวัสดิ์" แบบยานคางน่ะ
เรากับท่านแม่ฟังภาษานกไม่ออกหรอกนะ แต่แค่ฟังน้ำเสียงก็รู้ได้ว่านั่นเป็นเสียงที่แสดงความรักอย่างสุดซึ้งจากหัวใจดวงน้อยๆที่แสนบริสุทธิ์
เจอแบบนี้แล้วน้ำตาเราแทบจะไหลออกมาเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...
เราเอามือให้เค้าซุก พร้อมกับร้องเพลงกล่อมจนเค้าหลับไปถึงค่อยเอามือออกแล้วปิดตะกร้า
.
.
.
- วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2550 -
จุดเริ่มต้นแห่งความกลุ้ม...
วันนี้เราต้องไปเรียน...
ท่านแม่ก็ต้องไปทำงาน...
ยายอยู่บ้านก็จริง แต่ยายป้อนอาหารให้ลูกนกไม่ได้เพราะมือไม่นิ่ง...
แล้วฉันจะทำยังไงดี~~~?! TTATT
โชคยังดีที่วิชาคาบครึ่งวันเช้าวันนี้อาจารย์งดคลาสเพราะติดประชุม เราเลยไม่ต้องเข้าเรียนคาบเช้าแต่ก็ยังต้องเอางานไปส่งตอนเที่ยงแล้วก็ไปเรียนคาบบ่ายชั่วโมงนึง
กะดูคร่าวๆแล้วเราจะไม่อยู่บ้านเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ แอบกังวลอยู่เหมือนกันว่าลูกจะทนได้มั้ย แต่ก็เชื่อว่าลูกเราคงแกร่งพอที่จะอดทนได้เพราะวันแรกที่มาอยู่ก็ไม่ยอมกินอะไรไปตั้งวันนึงเต็มๆแต่ก็ไม่เป็นอะไรนี่นา
ก่อนออกจากบ้าน เราเอาผ้าคลุมตะกร้าไว้ให้มืดๆหน่อย เผื่อเค้าจะได้หลับไป
หลังเลิกเรียนตอนบ่ายสอง เราแวะขึ้นไปหาองค์หญิงซึ่งเรียนอยู่ที่ชั้น 14 ตึกเดียวกันเพื่อไปรับของ (องค์หญิงอุตส่าห์แบ่งอาหารนกที่บ้านมาให้ ขอบคุณมากนะ > <) หลังจากนั้นเราก็รีบวิ่งฝ่าแดดกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิตเพราะกลัวลูกหิว
แต่ผิดคาด...
ยายบอกว่า ตลอดเวลาที่เราไม่อยู่บ้าน ลูกเราไม่ร้องโวยวายขออาหารเลย ดูเหมือนจะหลับซะด้วยซ้ำ จนกระทั่งเรากลับถึงบ้านแล้วเค้าได้ยินเสียงเรานั่นแหละ ถึงได้ตื่นแล้วเริ่มร้อง
เค้าจำเสียงเรา...และมีปฏิกิริยากับเสียงเราคนเดียว...
เรารีบเปิดตะกร้าจะป้อนอาหารให้เค้าแต่แล้วก็ต้องเจออาการที่คาดไม่ถึงของลูกเรา...
ลูกออกอาการ "ซึน" ใส่เราค่ะ! =[]=
อดข้าวอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง ยังไงก็ต้องหิวแน่ๆ แต่พอเราจะป้อนอาหารให้กลับทำเป็นหยิ่ง ไม่ยอมอ้าปาก แถมมีหันหน้าหนีอีกแน่ะ
ดูเหมือนว่าเค้าจะงอนที่อยู่ดีๆแม่ก็หายไปไหนไม่รู้ตั้งนานระหว่างวัน เลยแสดงอาการแบบนั้นให้รู้ว่ากำลังงอน
เราต้องโอ๋อยู่สักพักนึงเค้าถึงยอมกินซึ่งพอหายงอนปุ๊บก็กินใหญ่เลยเพราะหิวจัด
...ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหนเนี่ยลูกแม่... =[]=
นอกจากอาการ "ซึน" แล้ว วันนี้ลูกเรายังเริ่มแสดงอภินิหารให้เห็นอีกต่างหาก...
ย้อนกลับไปเมื่อตอนเช้า ตอนที่เรากำลังจะเปลี่ยนกระดาษรองตะกร้าให้ใหม่ (ต้องเปลี่ยนเป็นประจำทุกวัน วันละ 2-3 ครั้งเพราะกระดาษเก่าจะเต็มไปด้วยอึ) เราก็เอามือขวาจับตัวเค้ายกขึ้นเพื่อที่จะได้ใช้มืออีกข้างหยิบกระดาษเก่าออกทิ้งแล้วปูกระดาษใหม่ให้ ปรากฏว่าเค้าไม่ชอบให้อุ้มแบบนั้นหรือกำลังอารมณ์ไม่ดีอะไรไม่รู้...ทั้งเตะ ถีบ จิก ตี ดิ้นขลุกขลักๆอยู่ในมือเรานั่นแหละ เราต้องรีบปูกระดาษแล้วรีบวางเค้ากลับลงไปในตะกร้าเลย
เห็นตัวเล็กๆน่ารักแบบนั้น...แอบดุ+โหด+แรงควายเหมือนกันนะลูก...
อีกเรื่องนึงที่ทำให้เราทึ่งคือความฉลาดของเค้า
ก่อนหน้านี้ เวลาเค้าอึ เค้าก็อึเรี่ยราดกระจายทั่วกระดาษปูตะกร้าตามประสาเด็กนั่นแหละ แต่ช่วงเย็นวันนี้ เราแอบสังเกตเห็นว่าอึของเค้ามันไปกองรวมๆกันอยู่ที่มุมหนึ่งของตะกร้า แล้วพอเค้าจะอึ เค้าก็เดินไปปล่อยไว้แถวๆมุมเดิมที่มีอึกองอยู่แล้ว เพื่อที่จะได้เหลือพื้นที่กระดาษสะอาดๆไว้เยอะๆให้เค้าเลือกนอนได้ตามสบาย
เพิ่งรู้ว่านกก็หัดขับถ่ายเป็นที่เป็นทางได้เหมือนกันแฮะ ยังกะแมวแน่ะ
.
.
.
.
.
.
ว่าแล้วก็มาดูรูปลูกรักของเรากันเถอะ > <
หมายเหตุ :
1. อย่าแปลกใจถ้าเห็นว่าโทนสีของบางภาพต่างกันเราลองปรับกล้องหลายๆโหมดดูน่ะ แต่ส่วนใหญ่จะปิดแฟลชนะ
2. รูปทั้งหมดนี้ถ่ายเมื่อวาน (วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2550) ค่ะ

ตาปรือเชียวลูกแม่ กำลังจะเล่นเกมซ่อนตาดำเหรอลูก

ลองใช้โหมดกลางคืนบ้าง ภาพดูหม่นๆแปลกๆแฮะ อ๊ะ! ลืมตาให้เห็นแล้ว > <

รูปนี้ลองเปิดแฟลชค่ะ ถึงแฟลชจะหลอนแต่อย่างน้อยก็ทำให้ได้เห็นตาแป๋วๆปิ๊งๆนะ

ซูมใกล้ๆหน่อย ขอบอกว่าเราไม่ได้มือสั่นนะ แต่ลูกเราผงกหัวพอดี

ซูมอีกที คราวนี้ลูกเราสะบัดหางด้วย เลยเบลอทั้งหัวทั้งหางเลย - -"

ตอกย้ำความกลมกะปุ๊กลุกน่ารัก > <

ภาพมุมเงยที่บ่งบอกให้รู้ว่าขนที่พุงยังแหว่งอยู่

อีกสักรูปน่า~
.
.
.
หมดแล้วล่ะค่ะสำหรับวันนี้ แต่เชื่อว่าต่อไปเราคงได้มาอัพบล็อกสครีมความน่ารักของลูกเราอีกเรื่อยๆแน่เลย >///<







