สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับบันทึกการเดินทางเยือนเชียงใหม่ของเรากันต่อนะคะ คราวนี้เป็นของวันที่ 2 ค่ะ
ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่า Entry นี้โหลดโหดของจริงแน่นอน เพราะวันที่ 2 เราถ่ายรูปมาเยอะมาก~~~~~~~~~ ขนาดคัดๆมาแล้วยังได้ตั้ง 70 กว่ารูปแน่ะ เพราะฉะนั้นเตรียมตัวเตรียมใจโหลดโหดนรกแตกได้เลยนะเคอะ *_*
หมายเหตุ : รูปคราวนี้มาจากกล้อง 2 ตัวนะคะ เพราะฉะนั้นจงอย่าแปลกใจถ้ารู้สึกว่าโทนสีของบางรูปดูแตกต่างไปจากรูปอื่นๆ
Chiang Mai Trip Report
Day2 : Sat. 2006/11/25
วันนี้แอบนอนตื่นสายกันทั้งครอบครัว เหตุเพราะเมื่อคืนดันไปหลงทางวนรอบเขาจนกลับดึกนั่นแหละ ^ ^" แต่ก็ยังดีที่ตื่นทันลงมากินอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
ที่โรงแรมนี้มีกำหนดเวลาอาหารเช้าเอาไว้ไม่เกิน 10.30 AM (ถ้าเราจำเวลาไม่ผิดนะ) ลักษณะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารพื้นๆ มีอาหารเช้าให้เลือกทั้งแบบไทยๆและสไตล์ฝรั่ง
หลังกินมื้อเช้าเสร็จ พวกเราก็กลับขึ้นห้องพักไปเตรียมตัว+เตรียมของอยู่สักพัก ก่อนจะออกเดินทางตะลอนเที่ยวกัน จุดหมายแรกของวันนี้คือ "พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์" ค่ะ
.....แล้วเราก็ต้องขึ้นเขาอีกตามเคย.....
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของเชียงใหม่อยู่เยอะมาก ตั้งแต่เชิงเขาก็มีสวนสัตว์เชียงใหม่ ตรงบริเวณทางขึ้นเขาก็มีอนุสรณ์สถานครูบาศรีวิชัย พอขึ้นเขาไปก็จะสามารถไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ ขึ้นต่อไปอีกหน่อยก็ถึงพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ หรือจะต่อรถขึ้นไปถึงดอยปุยเลยก็ได้ แต่พวกเราเลือกไปพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ก่อนด้วยเหตุผลที่ว่า...อยากไปดูกุหลาบดอกเบ้งๆ... =w=
คราวนี้คุณอเนกไต่ขึ้นเขาได้สบายกว่าตอนไปวัดพระพุทธบาทสี่รอยเยอะเลย เพราะถนนกว้างกว่ามาก มีที่กั้นเรียบร้อย(แต่ก็ไม่ได้เสียวน้อยไปกว่ากันเมื่อมองเห็นความชันและเหว) แถมยังเดินทางตอนกลางวันอีก
ระหว่างทางขึ้นก็มีจุดพักชมวิวอยู่เป็นระยะๆ พวกเราได้แวะจอดรถดูวิวเหมือนกัน มองเห็นตัวเมืองข้างล่างอยู่ท่ามกลางหุบเขาและสายหมอก

มุมนี้มองเห็นสนามบินเล็กกับโรงแรมที่เราพักอยู่ด้วยแหละ เห็นรันเวย์มั้ย? ตึกสีขาวๆที่อยู่ข้างหน้ารันเวย์นั่นแหละคือโรงแรมศิรินาถการ์เด้น
ไหนๆก็อุตส่าห์ขึ้นมาทั้งที จะถ่ายแต่รูปวิวก็กระไรอยู่เนอะ ว่าแล้วเรากับท่านแม่ก็ใช้ให้พ่อถ่ายรูปให้ 5555
/me เหลือบมองตัวเองในรูป อืม...เหมือนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเลยว่ะ ^ ^"
พวกเราไปถึงพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ตอนประมาณบ่ายโมง พอจอดรถเสร็จ พ่อสังเกตเห็นว่าคุณเอนกมีน้ำมันหยดลงมาจากใต้ท้องรถก็เลยขอเวลาตรวจดูอาการซะหน่อย เราเห็นตรงบริเวณใกล้ๆกับที่จอดรถหน้าทางเข้านั้นเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกของพวกชาวเขา เรากับท่านแม่เลยไปเดินทัวร์กันซะรอบนึงระหว่างที่รอพ่อดูอาการคุณเอนก
สงสารคุณเอนกเหมือนกันนะ ตอนขามาเชียงใหม่นี่ก็วิ่งตั้งสิบกว่าชั่วโมงโดยแทบไม่ได้พัก แถมพอมาถึงแล้วยังต้องวิ่งขึ้นเขาชันๆอีก เครื่องยนต์คงทำงานหนักแทบแย่เลย โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แค่เครื่องร้อนจัดจนจาระบีละลายหยดลงมาเท่านั้นเอง
หลังจากนั้นพวกเราก็ซื้อบัตรเข้าไปข้างใน จุดแรกที่พวกเราไปดูคือส่วนที่เป็นสวนกุหลาบ
ถึงสวนกุหลาบแล้ว~!

Rose garden in the sunlight!

กุหลาบหลากสีสันที่เรียงกันเป็นทิวแถว

ดอกกุหลาบสีม่วงนี่เราจำชื่อพันธุ์ได้ด้วยล่ะ เค้ามีชื่อน่ารักๆว่า "รอยัลแอร์ฟอร์ซ" (แต่สีม่วงชวนให้นึกถึงการบินไทยมากกว่า ฮา~)

พยายามถ่ายรูปให้ติดป้ายชื่อมาด้วย นี่คือกุหลาบ "ควีนสิริกิติ์" ค่ะ

กุหลาบ "จัสท์โจอี้"
บรรดากุหลาบทั้งหลายที่เราถ่ายรูปมาเนี่ย...บางคนอาจจะคิดว่าเราซูมใกล้มากซะจนเห็นดอกใหญ่เต็มภาพใช่มั้ย?
ขอบอกเลยว่าไม่ใช่...
เพราะขนาดจริงๆของดอกมันน่ะ...ขนาดนี้ครับ!

ลองเทียบขนาดกับฝ่ามือเราสิ!
เอาล่ะ... หลังจากอึ้งกิมกี่กับขนาดของดอกกุหลาบกันไปแล้ว ก็ขอเชิญไปดูคอลเล็คชั่นรูปกุหลาบของเราต่อไป...

"อซูร์ซี" แปลว่าทะเลสีคราม แต่ทำไมดอกสีม่วงอมชมพูล่ะ? ' ' ?

LA MARSEILLAISE

เทียบขนาดกับมือเราอีกเช่นเคย ดอกนี้หลงอยู่ดอกเดียวในแปลงทางซ้ายมือ

ซูมดอกกุหลาบที่อยู่บนกอขนาดใหญ่ข้างทางเดิน
ถ้าอยากรู้ว่ากอใหญ่ขนาดไหน กรุณาดูรูปถัดไป...

ดอกไม้งาม...ย่อมคู่ควรกับหญิงงาม... (อุบ...!! โอ้ก~~!! =A=" )
/me พูดเองอ้วกเอง พอเหอะ =_="
ไปดูรูปกันต่อ ตอนนี้กำลังจะเดินกลับออกจากสวนกุหลาบแล้ว

สู้แดดสุดชีวิต!

ทนดูหน้าเราไปอีกรูปละกัน อันนี้เราบอกให้พ่อถ่ายให้ติดแบ็คกราวด์ข้างหลังเยอะๆน่ะ

เถากุหลาบที่เลื้อยพันเสาไฟ

เลื้อยสูงดีเนอะ
พอออกจากสวนกุหลาบ พวกเราก็เดินตามทางไปทางทิศตะวันออก ซึ่งตลอดข้างทางก็ยังมีแปลงไม้ดอกเรียงรายกันอยู่ แล้วก็มีต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงาอยู่เป็นระยะๆ

ท่านแม่กำลังตะลึงกับความสูงของต้นไม้ใหญ่

เป็นต้นไม้ที่สูงซะจนกล้อง(และตากล้องเตี้ยๆ)เก็บได้ไม่หมด...

ท่านแม่ที่น่ารักของกระผม ^ ^
จากตรงจุดนี้จะมีทางเดินขึ้นต่อไปยังสวนเฟิร์น และจากสวนเฟิร์นก็จะมีทางเดินขึ้นต่อไปยังอ่างเก็บน้ำได้ แต่ผู้ปกครองเราไม่ยอมขึ้นตามไปด้วยแล้วเพราะกลัวเดินไม่ไหว เราก็เลยต้องเดินบุกเดี่ยวขึ้นไปเองพร้อมกล้อง 1 ตัว
/me หันไปเห็นกุหลาบดอกเบ้งๆที่อยู่ข้างๆทางเดินขึ้นก็อดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

ทางเดินขึ้นสวนเฟิร์นค่ะ

เฟิร์นขนาดใหญ่กับมอสสีเขียวสดใส~(เหมือนสีหัวคุณจมกับน้องประจุ กร๊าก~)

สะพานที่จะพาเราไปสู่ทางขึ้นอ่างเก็บน้ำ

ยังคงขึ้นต่อไป (คิดซะว่าเป็นพวกเซย์ย่าวิ่งขึ้นบันไดแซงค์ทัวรี่)

ใกล้จะถึงแล้ว เห็นยอดน้ำพุอยู่รำไร

ถึงอ่างเก็บน้ำแล้ว~! > <
ที่อ่างเก็บน้ำนี้จะมีน้ำพุเต้นระบำอยู่ แล้วเราบังเอิญเห็นว่าในจังหวะที่น้ำพุแต่ละอันหมุนน่ะ...ถ้าเล็งองศาดีๆจะเห็นรุ้งกินน้ำที่น้ำพุด้วย เราเลยไปยืนเล็งแล้วกระหน่ำถ่ายรูปรุ้งกินน้ำ(พุ)มาตั้งหลายรูปแน่ะ
ว่าแล้วก็กระหน่ำรูปล่ะนะ!

รูปนี้เห็นรุ้งชัดที่สุดเลย

อีกมุมหนึ่งของน้ำพุเต้นระบำ
แล้วเราก็เดินขึ้นต่อไปอีกนิดนึง เจอสิ่งก่อสร้างที่ดูคล้ายๆศาลา แต่มีโซ่กั้นไว้ไม่ให้คนขึ้น และมีป้ายระบุไว้ว่าเป็นที่ประทับ
เราไม่ค่อยสนใจตัวศาลาหรอกนะ แต่เราสนใจเสาไม้แกะสลักที่อยู่ข้างๆมากกว่า แกะสลักได้สวย+ละเอียดมาก เราก็เลยถ่ายรูปมาซะ ว่าแล้วก็ขอแปะเป็น link ตามเคยนะคะ เพราะรูปใหญ่
>> เสาไม้แกะสลัก <<

ที่เห็นอยู่ทางขวาของเสาไม้นั่นแหละคือที่ประทับ
ถัดจากตรงนี้มาจะมีร้านขายของกิน เป็นร้านค้าของพวกข้าราชบริพารน่ะ แต่เราซื้อไม่ได้เพราะดันฝากกระเป๋าตังค์ไว้กับพ่อแล้วลืมเอาขึ้นมาด้วย TTwTT
เอาวะ! แค่เหนื่อย+คอแห้งนิดหน่อยเอง ไม่ทำให้ถึงตายหรอก! ว่าแล้วเราก็เดินขึ้นต่อไป รู้สึกจะเป็นเขตที่ตั้งของพระตำหนักมั้งนะ

นี่แหละคือตัวอาคารที่มองเห็นอยู่บนเนินเหนืออ่างเก็บน้ำขึ้นมา

ตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นสถานที่สำหรับทรงออกกำลังพระวรกาย (<< มีราชาศัพท์พิลึกๆแบบนี้อยู่ในโลกรึเปล่าหว่า? -_-? )

ทางเดินข้างๆแปลงปลูกพืชด้านข้างพระตำหนัก
ถัดจากเขตพระตำหนัก เราก็เดินตะลุยขึ้นทางลาดต่อไปเพื่อที่จะไปดู "ไผ่บงยักษ์"
พอเราเดินเข้าไปถึงใกล้ๆบริเวณที่มีกอไผ่อยู่ เราก็ได้ยินเสียงลมพัด แล้วก็ตามมาด้วยเสียง "อ้อด~แอ้ด~เอี๊ยด~แอ่ดดดด"ที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
ถ้าใครไม่รู้แล้วไปได้ยินเสียงแบบนี้กลางป่าคงรู้สึกหลอนพิลึก แต่เรารู้ว่ามันคือเสียงกอไผ่เสียดสีกันเองค่ะ ได้ยินแบบนี้แล้วนึกถึงบทกลอน "ไผ่ซออ้อเอียดเบียดออด" ขึ้นมาเลย

เห็นกอไผ่แล้ว~

เป็นกอไผ่ที่ต้องถ่ายรูปจากระยะไกลกว่า 50 เมตร มิฉะนั้นจะไม่สามารถถ่ายเก็บได้หมด

มาดูกันใกล้ๆ

มีอีกกออยู่ข้างๆด้วย
ถ้าจะถ่ายให้เห็นแต่กอไผ่ก็คงไม่สามารถทำให้ท่านผู้อ่านประจักษ์ในความใหญ่ยักษ์ของมันใช่ไหมคะ?
งั้นมาดูขนาดของลำต้นเทียบกับตัวคนสิคะ...

เห็นแค่นี้...นึกว่าลำต้นของต้นมะพร้าว... (รูปนี้เราต้องขอให้เจ้าหน้าที่แถวๆนั้นช่วยถ่ายให้ เพราะเราขึ้นมาเองคนเดียว)
เราได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ว่า ไผ่บงยักษ์นี้เป็นต้นไผ่สายพันธุ์พม่า คุณลักษณะพิเศษของมันก็คงจะไม่พ้นเรื่องขนาดที่ใหญ่ยักษ์นี่แหละนะ สำหรับความสูงของกอที่เราไปดูนี่...ประมาณตึก 7 ชั้นได้มั้ง
เดินขึ้นมาคนเดียวนานเป็นชั่วโมงแล้ว เดี๋ยวผู้ปกครองจะเป็นห่วง ได้เวลากลับลงไปแล้วล่ะ
เราเลือกเดินย้อนกลับลงไปตามทางเดิมที่เราขึ้นมา แล้วก็ได้แวะถ่ายรูปอีกนิดหน่อย

นี่แหละคือยอดหลังคาของศาลาที่ประทับที่เราบอกไปก่อนหน้านี้

อีกมุมหนึ่งของอ่างเก็บน้ำค่ะ นี่เป็นรูปที่ถ่ายจากด้านตรงข้ามกับทางที่เราขึ้นมา

ถ่ายรูปเงาตัวเองเล่นระหว่างเดินไปตามทางข้างๆอ่างเก็บน้ำเห็นแบบนี้คงพอจะเดาได้นะคะว่าแดดจัดขนาดไหน -_,-

ขอแปะภาพอ่างเก็บน้ำอีกสักรูปเถอะ รูปนี้เราชอบมากๆเลยนะ ถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไรก็ลองสังเกตที่มุมบนขวาของภาพดูสิ เราบังเอิญถ่ายติดลำแสงอาทิตย์มาพอดีเลยเห็นมั้ย? ^ ^
เราเดินกลับลงมาเจอท่านแม่ที่หน้าทางเข้า แล้วเราก็เพิ่งประจักษ์ว่า...มันมีทางออกที่สามารถเดินกลับจากสถานที่สำคัญๆแต่ละจุดลงมาถึงที่ตรงหน้าทางเข้าได้เลย... (แล้วตูจะเดินย้อนกลับลงทางเดิมไปเพื่อ...?! =[]= )
สักพักพ่อเราก็ตามออกมา แล้วพวกเราก็ขึ้นรถกลับลงมาจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ตอนเวลาประมาณ 4 โมงเย็น
มีแอบแวะจอดรถดูวิวระหว่างทางอีกเช่นเคย

กร๊าก~!! ตูมืด!! เอาเป็นว่าดูวิวข้างหลังไปละกัน ^ ^"

ทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ยามใกล้จะเย็น
ระหว่างทางที่ลงจากเขามา พวกเราก็มานั่งคิดกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนต่อดี แล้วก็ได้ผลสรุปออกมาว่าจะไปแวะที่ "สวนสัตว์เชียงใหม่" กัน เพราะไหนๆก็อยู่ในเส้นทางเดียวกัน กะว่าเที่ยวดูสิงสาราสัตว์กันสักพักแล้วค่อยไปไนท์บาซาร์ตอนมืด
แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาเย็นซึ่งแสงเริ่มจะน้อยลงแล้ว และอีกประการหนึ่งคือแบตคนใกล้หมดแล้ว เราก็เลยถ่ายรูปในสวนสัตว์มาไม่เยอะนะคะ ส่วนมากแค่ขับรถผ่าน แวะดูๆ แล้วก็ไป
พอเข้าไปในสวนสัตว์เชียงใหม่แล้ว ขอบอกว่าเราฮา+ประทับใจไอ้ป้ายอันนี้มากๆ

คนละตระกูลกันแท้ๆ...ยังอุตส่าห์เอามานับญาติกันได้เนอะ ^ ^"
หมีโคอาล่าเพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ได้แค่ไม่กี่วันเอง แต่ทางสวนสัตว์ยังไม่เปิดให้คนเข้าไปดูเพราะต้องการให้น้องหมีปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่ใหม่ให้ได้ก่อน ก็เลยจะเริ่มเปิดให้คนเข้าไปดูได้ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมเป็นต้นไป

ทุ่งกล้วยไม้ในสวนสัตว์

ถ่ายรูปป้ายสวนสัตว์มาเล่นๆ เพื่อยืนยันว่าเราได้ไปมาแล้ว (อ่านะ ^ ^" )

น้องฮิปโปโปเตมัสกำลังจะเดินลงน้ำ

ฝูงเพนกวิน
ปิดท้ายด้วยรูป "เจ้าแม่แพนด้า" ...

ขี้เกียจเอากล้องฉ่อยๆเข้าไปถ่ายรูปตัวจริงค่ะ เลยถ่ายรูปกับรูปปั้นแพนด้าข้างหน้าซะเลย (ต้องย่อเล็กหน่อยเพราะภาพเบลอนะคะ)
หลังจากขับรถวนดูลิงค่างบ่างชะนี เอ๊ย! ดูสิงสาราสัตว์จนเป็นที่พอใจแล้ว พวกเราก็กลับออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่ค่ะ
พอออกมาก็เริ่มมืดค่ำพอดี พวกเราเลยเข้าตัวเมืองไปหาอะไรกินกันก่อนที่จะไปเดินช็อปปิ้งที่เชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ตอนนั้นสายตาเราบังเอิญเหลือบไปเห็นร้าน "สบายใจไก่ย่าง" ซึ่งเป็นร้านส้มตำที่ดูสะอาดเรียบร้อยดี แถมมีป้ายการันตีซะด้วยนะว่าส้มตำร้านนี้ชนะเลิศรางวัลพระราชทาน แล้วไอสะจะรีรออยู่ทำไมล่ะเพคะ? ก็ตรงดิ่งเข้าร้านนี้เลยน่ะสิ *_*
หลังกินมื้อเย็นอย่างอิ่มหมีพีมันแล้ว พวกเราก็ไปวนรถหลงทางรอบๆคูเมืองกันอยู่พักใหญ่กว่าจะหาทางไปไนท์บาซาร์ถูก - -"
แต่พอไปถึงไนท์บาซาร์แล้วกลับรู้สึกค่อนข้างผิดหวังแฮะ เพราะแทนที่จะได้เห็นพวกสินค้า OTOP หรือสินค้าพื้นเมืองของเชียงใหม่...กลับกลายเป็นว่ามีแต่ของประเภทหลอกขายฝรั่ง คือเป็นของหน้าตาไม่ต่างจากที่เราเห็นวางขายอยู่ตามประตูน้ำเลยอ่ะ ทีนี้เราก็เครียดสิ...เพราะอุตส่าห์ตั้งใจจะหาซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆกลับมาให้พวกเพื่อนๆน้องๆแถวนี้ซะหน่อย เราอยากหาของที่มันดูสมกับเป็น "ของฝากจากเชียงใหม่"น่ะ
หลังจากเดินอยู่สักพัก ในที่สุดเราก็หาซื้อของฝากได้ เป็นกระเป๋าใบเล็กๆที่มีส่วนประกอบเป็นชิ้นผ้างานฝีมือชาวเขาน่ะ ไว้เจอกันเมื่อไหร่จะเอาไปให้นะจ๊ะ...เหล่าเด็กถั่วและสมาชิกทีมอะบึ๋ยส์ทั้งหลาย ^ ^
แล้วกลับมาพบกันอีกครั้งกับบันทึกการเดินทางวันที่ 3 (งานมหกรรมพืชสวนโลก) นะคะ
สำหรับบันทึกการเดินทางวันแรก สามารถย้อนไปอ่านได้ ที่นี่ ค่ะ
ป.ล. ถึงจะอัพช้าเกือบเลยวันไปหน่อย แต่ก็ "สุขสันต์วันพ่อ" ค่ะ










