ในที่สุดก็ได้มาอัพซะที ดองมาจะครบสัปดาห์อยู่แล้วเนี่ย เหอๆๆ
โหลดไม่โหดหรอก แค่ร้อยกว่ารูปเอ๊ง~ *_*
.
.
.
ล้อเล่นน่า...
เราไม่บ้าให้คุณโหลดทีเดียวร้อยกว่ารูปหรอก (เพราะเน็ตเราคงตายก่อน ^ ^" )
เราจะแบ่งอัพทีละวันก็แล้วกันนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะมีทั้งหมด 3 entries
Chiang Mai Trip Report
Day 1 : Fri. 2006/11/24
หลังจากที่เรากับท่านแม่จัดของและตรวจเช็คความเรียบร้อยของสัมภาระเกือบตลอดทั้งคืน จนกระทั่งช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พวกเราก็ได้ออกเดินทางตอนประมาณ 4.30 AM ซึ่งเลทกว่าที่ตั้งใจไว้ไปเยอะพอสมควรเพราะพ่อต้องเสียเวลาเช็คสภาพคุณเอนกอย่างถี่ถ้วน (ทำไงได้... ก็คุณเอนกอายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนี่นา แถมตอนซื้อมาก็เป็นรถตู้มือสี่แล้วด้วย)
ด้วยความที่อยากจะรีบไปถึงเชียงใหม่ให้เร็วที่สุด พวกเราก็เลยเดินทางกันแบบ non-stop คือขับรถตะลุยไปตามทางหลวงอย่างเดียวเลย จะมีหยุดพักบ้างก็ต่อเมื่อคุณเอนกหิวน้ำมันเท่านั้นแหละ
แต่ในเมื่อรถหิวได้...คนก็หิวได้เหมือนกัน...
ตอนประมาณเที่ยงวัน พวกเราก็จอดแวะกินมื้อเที่ยงที่ปั๊ม ESSO แห่งหนึ่งในเขตจังหวัดตาก
ปั๊มน้ำมันแห่งนี้เป็นสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ในอำเภอวังแก้ว ดูเผินๆเหมือนเป็นปั๊มธรรมดานะ แต่พอเข้ามาข้างในแล้วขอบอกว่ากว้างมาก แถมมีบริการครบวงจรเลย ไม่เชื่อก็ดูป้ายนี่สิ

ร้านอาหารที่เราไปแวะก็เป็นร้านที่อยู่ในศูนย์อาหารของปั๊มนี้แหละ ชื่อ "ร้านตา-จุ่น"

ร้านนี้ดังเหมือนกันนะ เคยออกทีวีด้วย มีอาหารอร่อยตั้งหลายอย่าง เช่น ผัดฉ่าปลากดคัง ต้มยำปลากดคัง ไข่ซาลาเปา ฯลฯ ถ้าใครมีโอกาสเดินทางผ่านไปก็ลองแวะไปชิมได้นะคะ ไอสะขอแนะนำเลย > <b
ไหนๆก็แวะที่จังหวัดตากแล้ว เราขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับจังหวัดตากนิดนึงก็แล้วกันนะ
ที่จังหวัดตากนี้ มีหินแปลกชนิดหนึ่งที่ไม่พบในจังหวัดอื่น นั่นคือ "ไม้กลายเป็นหิน" ค่ะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหินชนิดนี้เกิดมาจากอะไร พูดง่ายๆเลยคือ มันคือไม้เนื้อแข็งที่ผ่านกาลเวลาอันยาวนานจนกลายเป็นฟอสซิลนั่นเอง
รูปร่างลักษณะของ "ไม้กลายเป็นหิน" ที่ว่านี้ก็ดูคล้ายกับท่อนไม้ธรรมดาทั่วไปนั่นแหละค่ะ แต่เนื้อของมันเป็นผลึกหินแข็ง แล้วก็หนักมากด้วย
ในสวนหย่อมหน้าร้านอาหารร้านนี้มีไม้กลายเป็นหินวางประดับอยู่ตั้งหลายชิ้นแน่ะ เราเลยขอเขาถ่ายรูปมา

อันนี้เขาเอามาทำเป็นที่เขี่ยบุหรี่ค่ะ
นอกจากนี้เขายังเอามาใช้เป็นแท่นวางต้นไม้ในสวนหย่อมด้วย
และในสวนหย่อมนี้แหละ...เราก็ได้เจอไอเท็มแปลกๆอีกอย่างนึง...
ลองสังเกตต้นไม้ที่วางอยู่บนไม้กลายเป็นหินนี้ให้ดีๆนะคะ



เหมือนงูเลื้อยเลยเนอะ น่ารักดี(?)
สำหรับคนที่ดูละครเรื่อง "อมฤตาลัย" คงจะรู้สึกว่าต้นไม้ชนิดนี้ดูคุ้นตาใช่มั้ยคะ?
ใช่แล้วค่ะ...
มันคือ "ต้นพญานาคราช" หรือที่ในละครเรียกว่า "ว่านขนดนาคราช" หรือ "ว่านงู" นั่นเอง ในละครเขาเอามาทำ CG ตัดใบออกและทำให้มันเลื้อยได้ แถมยังแต่งเรื่องซะน่ากลัวว่ามันมีพิษร้ายกาจขนาดทำให้คนกลายเป็นผีดิบได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นแค่ต้นไม้ธรรมดาชนิดหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ หน้าตาน่ารักดีด้วย(?) ไว้คงต้องหามาปลูกบ้างแล้วล่ะ > <
กลับมาเข้าเรื่องต่อ
คุณลุงเจ้าของร้านอาหารก็ใจดีมากๆเลยนะ เขาเห็นเราสนใจไม้กลายเป็นหิน เขาก็เลยเดินไปหยิบมาให้เราฟรีๆชิ้นนึงเลย ขนาดใหญ่ประมาณ 2 ฝ่ามือได้มั้ง นี่ถ้าไปซื้อตามร้านขายของที่ระลึกก็คงราคาหลายร้อยอยู่ หรือเผลอๆอาจจะแพงเฉียดพันเลยก็ได้ แต่ลุงแกก็ยังอุตส่าห์ให้เรามาเป็นที่ระลึก ขอบคุณมากนะคะ > <
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ พวกเราก็ออกเดินทางต่อทันทีค่ะ
ขอสารภาพว่านอกเหนือจากการแวะปั๊มแล้ว...เราหลับเกือบตลอดทางเลย เพราะอดนอนมาทั้งคืนอ่ะนะ ก็เลยไม่ค่อยจะมีอารมณ์มานั่งดูวิวระหว่างเดินทางสักเท่าไร จะมีแค่บางช่วงเท่านั้นแหละที่ท่านแม่เรียกให้เราตื่นมาดูวิว เช่นตอนข้ามแม่น้ำปิง หรือตอนข้ามแม่น้ำวัง อะไรประมาณนี้
ไอ้เราก็หลับๆตื่นๆไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงท่านแม่บอกว่า "เข้าเขตจังหวัดเชียงใหม่แล้วนะ" เราจึงค่อยๆผงกหัวตัวเองขึ้นมาจากเบาะรถ แล้วเราก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นสิ่งนั้น!
.
.
.
ให้ตายเถอะ! มาถึงเชียงใหม่...มันยังตามมาหลอกหลอนฉันอีกหรือนี่?! =[]=

อีโปรเจ็คคอสแฝดนรกตกเหว~~~~!!!!!!!!!!!! =[]=
/me โดนเพื่อนร่วมทีมอีกกว่าสิบชีวิตประเคนบาทาให้ด้วยความรัก(?) ^ ^"
ก็คำนั้นมันแปลได้ว่า "เหว" จริงๆนี่ (หรือจะให้แปลว่า "สะดือทะเล" ล่ะเคอะ?)
อืม...ช่างเหอะ
ขอให้จำไว้ว่า "สีม่วงคุณภาพดี...ต้องสีม่วง TOA" ก็พอแล้ว! *_*
หึๆๆ เหอๆๆ โอะโฮะๆหุๆฮิๆคิกๆฮุๆหึ!
(กรุณาไว้อาลัยให้แก่ความบ้าของเจ้าของบล็อกเป็นเวลา 3 วิ = =" )
.
.
.
กลับมาเข้าเรื่องต่อเหอะ ^ ^"
ในที่สุดเราก็เดินทางไปถึงโรงแรมที่พักตอนประมาณ 5 โมงเย็น โรงแรมที่เราไปพักชื่อ "โรงแรมศิรินาถการ์เด้น" ค่ะ ตั้งอยู่บนถนนเลียบคลองชลประทาน อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เท่าไรนัก ด้านหลังของโรงแรมนี้มีสนามบินเล็กของกองทัพอากาศอยู่ใกล้ๆด้วย เราได้ห้องพักหมายเลข B 548 ซึ่งเป็นห้องใหญ่อยู่ริมสุดของตึกฝั่ง B ชั้น 5 จากหน้าต่างห้องพักเราสามารถมองเห็นรันเวย์ของสนามบินได้อย่างชัดเจนเลย




ได้ถ่ายรูปตอนเครื่องบินกำลังจะขึ้นเอาไว้ด้วย

บางคนอาจจะสงสัยว่า โรงแรมอยู่ใกล้สนามบินขนาดนี้แล้วไม่หนวกหูเสียงเครื่องบินเหรอ? บอกได้เลยว่า ไม่ ค่ะ เพราะสนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินขนาดเล็กที่รองรับเฉพาะเครื่องบินของกองทัพอากาศและเที่ยวบินภายในประเทศเท่านั้น แต่ละวันก็เลยมีเครื่องบินขึ้นลงแค่ไม่มาก แถมเที่ยวบินของแต่ละวันก็จะหมดภายในเวลาแค่ไม่เกินสามทุ่มเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องเสียงเครื่องบินรบกวนเวลานอนค่ะ
พูดถึงตัวโรงแรมกันบ้าง โรงแรมนี้ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างหรูนะ มีการตกแต่งสถานที่ให้บรรยากาศออกแนวล้านนา ประดับประดาด้วยโคม ตุง ภาพวาด และแผ่นเงินดุนลายนูนต่ำ มีแผ่นเงินชุดนึงทำเป็นรูป 12 นักษัตร สวยมากๆ เราถ่ายรูปมาด้วย แต่ไม่อยากย่อมากเพราะกลัวไม่เห็นรายละเอียด ดังนั้นขอทำเป็น link นะคะ เนื่องจากรูปค่อนข้างใหญ่
>> แผ่นเงินรูป 12 นักษัตร <<
หลังจากขนสัมภาระเข้าห้องพักแล้ว พวกเราก็เริ่มทำตามแผนการเดินทางที่วางไว้ทันที โดยสถานที่แรกที่ตั้งใจจะไปกันคือ "วัดพระพุทธบาทสี่รอย" ที่อยู่บนเขาในอำเภอแม่ริม
พ่อขับคุณเอนกพาพวกเราออกเดินทางจากโรงแรมตอนประมาณเกือบๆ 6 โมงเย็น ตอนนั้นก็ใกล้มืดแล้วล่ะ แต่ท่านแม่ตั้งใจจะไปให้ได้ พวกเราก็เลยตกลงจะไปกัน
วัดพระพุทธบาทสี่รอยนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่าไรนัก ประวัติและความสำคัญของสถานที่แห่งนี้คือเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้า 4 พระองค์ได้เคยเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทซ้อนกันไว้บนศิลาขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วก้อนศิลานี้เป็นเปรตที่ยังไม่หมดกรรม จะหมดกรรมก็ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดครบทั้ง 5 พระองค์ เมื่อถึงเวลานั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 คือพระศรีอาริยเมตไตรยจะมาประทับรอยพระพุทธบาทบนศิลาก้อนนี้ โดยจะประทับรวมพระพุทธบาททุกรอยให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จากนั้นก้อนศิลาก็จะแตกออก บังเกิดเป็นมนุษย์ และมนุษย์ผู้นั้นก็จะได้บวชเป็นพระสาวกในพระพุทธศาสนาต่อไป
สาเหตุที่ทำให้มีคนเดินทางมาที่วัดพระพุทธบาทสี่รอยค่อนข้างน้อยคงเป็นเพราะการเดินทางที่ยากลำบาก วัดนี้ตั้งอยู่บนเขาสูงชัน แถมระยะทางจากตีนเขาขึ้นไปถึงวัดก็ปาเข้าไปตั้ง 30 กิโลเมตร ลองคิดดูสิว่าถ้าต้องเดินเท้าขึ้นไปคงลำบากยากเข็ญแสนสาหัสทีเดียว
สมัยนี้ยังดีที่มีถนนให้ขับรถขึ้นไปได้แล้ว แต่ทางก็ยังชันมากอยู่ดี ถนนก็เป็นถนนสองเลนแคบๆแค่พอให้รถสวนกันได้เท่านั้น ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีที่กั้นถนน เรียกได้ว่าถ้าขับรถพลาดก็ลงเหวไปเลย
.....แล้วพวกเราก็ดันขึ้นเขาตอนมืดแล้วซะด้วย.....
ตรงจุดนี้เราต้องยอมรับแอนด์นับถือจริงๆว่าพ่อเราขับรถเก่งมาก ทั้งที่เพิ่งจะเคยเจอทางชันที่เต็มไปด้วยโค้งหักศอกสุดอันตราย แถมยังต้องขับรถขึ้นเขาตอนกลางคืนอีก แต่พ่อเราก็มีสมาธิและตั้งสติกับการขับรถได้ดีมากๆ
เราก็มีเรื่องจะมาเล่าสู่กันฟังอีกตามเคย แต่เรื่องที่เราจะเล่าต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นก็ย่อมจะต้องมีเทพยดาเจ้าป่าเจ้าเขาสถิตอยู่ ตามตำรากล่าวไว้ว่า หากไม่ใช่ผู้ที่ตั้งใจจะมาสักการะพระพุทธบาทด้วยใจบริสุทธิ์แล้ว ก็มักจะต้องพบเจออุปสรรคขัดขวางการเดินทาง เช่นถ้าเป็นคนที่มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ เมื่อเดินทางเข้ามาในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้แล้วก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยทางกายต่างๆนานาจนทำให้ไม่สามารถเดินทางต่อได้ ทางแก้คือต้องตั้งจิตขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงจะเดินทางต่อไปได้
ระหว่างที่ขับรถขึ้นเขาไปได้ประมาณครึ่งทาง อยู่ดีๆพ่อก็บ่นว่าปวดหัวเหมือนความดันขึ้น แม่เรารีบบอกให้พ่อขอขมาซะเพราะอาจจะยังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีตกค้างอยู่ในใจ
ทันใดนั้น คุณเอนกก็ทำท่าเหมือนจะเครื่องดับ!
เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะคุณเอนกอายุมากจนไต่เขาไม่ไหวแล้วหรือเป็นเพราะอำนาจที่อยู่เหนือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์กันแน่ แต่ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่าถ้าคุณเอนกเครื่องดับอยู่ตรงนั้นล่ะก็อันตรายแน่ๆ เพราะทางชันระดับ 45 องศา และรถก็ยังคาอยู่บนทางโค้ง ถ้าเครื่องดับล่ะก็มีสิทธิ์รถไหลตกเขาได้ง่ายๆ
ตอนนั้นไม่คิดอะไรแล้ว เรายกมือขึ้นมาพนมมือแล้วสวดเลย ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เดินทางไปถึงวัดได้อย่างปลอดภัย บอกว่าเราตั้งใจจะเดินทางมาไหว้พระพุทธบาทจริงๆ
ทันทีที่เราอธิษฐานจบ คุณเอนกก็กลับเร่งเครื่องขึ้นมาได้อีกครั้ง และแม้แต่อาการปวดหัวของพ่อเราก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทำให้พวกเราสามารถเดินทางไปถึงวัดได้โดยสวัสดิภาพ
พวกเราไปถึงตอน 2 ทุ่มพอดี เห็นคนกลุ่มนึงกำลังสวดมนต์อยู่ เห็นมีคนนุ่งขาวห่มขาวมาค้างคืนที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรมด้วย ตอนนั้นพวกเราอยากขึ้นไปไหว้พระพุทธบาทแต่ไม่รู้ทาง บนนั้นก็มืดมากและไม่มีไฟฟ้าด้วย โชคดีที่มีคุณป้าใจดีท่านหนึ่งที่มาค้างคืนปฏิบัติธรรมช่วยนำทางพาขึ้นไป
พวกเราได้ไปนั่งสมาธิอยู่ใกล้ๆพระพุทธบาทเป็นเวลาประมาณชั่วโมงนึง บรรยากาศบนนั้นสงบเงียบมาก รู้สึกได้เลยว่าเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และมีพลังจริงๆ
หลังจากนั่งสมาธิ เราก็มาดูรอยพระพุทธบาท ซึ่งก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากเทียนไขและไฟฉายในการส่องดูรอยพระพุทธบาท เพราะบนนั้นไม่มีไฟฟ้า (ปกติจะมีการปั่นไฟไว้ใช้ แต่เนื่องจากตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนแล้ว ก็เลยไม่มีการปั่นไฟส่งขึ้นไป)
ลักษณะรอยพระพุทธบาทที่เราได้เห็นคือมี 4 รอยซ้อนกันจริงๆ รอยแรกใหญ่ที่สุด แล้วรอยต่อๆมาก็จะประทับซ้อนเอาไว้ในรอยก่อนหน้า โดยมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ
เขาอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ แต่เราไม่สามารถถ่ายรูปมาได้เพราะแสงไม่พอ เราไม่อยากให้แสงแฟลชไปรบกวนผู้ปฏิบัติธรรมหรือแม้แต่สิ่งอื่นๆที่สถิตอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ก็เลยไม่มีรูปมาให้ดูนะคะ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ก่อนที่จะเดินกลับลงมา เราได้เงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า เห็นดาวเต็มฟ้าเลย สวยมากๆ เป็นภาพที่หาดูได้ยากนะสำหรับชีวิตเด็กเมืองอย่างเรา แล้วจังหวะที่เราเงยหน้าขึ้นไปนั้นก็บังเอิญมีดาวตกพอดีด้วย โชคดีจังที่ได้เห็น > <
อย่ามาถามนะว่าเราอธิษฐานอะไร เพราะเราไม่ได้อธิษฐานอะไรทั้งนั้นแหละ แค่นี้เราก็รู้สึกว่าเรานี่ช่างโชคดีมากๆแล้วที่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์...ได้เป็นเราอย่างที่เราเป็น...มีทุกอย่างที่เรามี...และอยู่ในที่ที่เราอยู่
เรามีความรู้สึกว่า ไม่เห็นจำเป็นจะต้องอธิษฐานขอพรเฉพาะตอนที่เห็นดาวตกเลย ในเมื่อทุกวันนี้เราก็คิดอยู่แค่ว่า "ขอให้ทุกคนที่เรารักมีความสุข" อยู่แล้ว ทุกคน...ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ครูอาจารย์ผู้มีพระคุณ และเพื่อนผองที่เรารักเหมือนพี่น้อง...
แล้วก็มาถึงเวลาที่เราต้องอำลาวัดพระพุทธบาทสี่รอย เราเดินกลับลงมาที่รถด้วยอาการหนาวสั่นสะท้านสุดชีวิต ขอบอกว่าอากาศบนเขาตอนกลางคืนในหน้าหนาวนี่ตรงข้ามกับตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิงเลยจริงๆนะ ที่เชียงใหม่ ตอนกลางวันจะแดดร้อนเปรี้ยง แต่พอตกกลางคืนแล้วอากาศจะเย็นยะเยือก ยิ่งถ้าขึ้นเขาขึ้นดอยด้วยล่ะก็...อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียสเลย ที่จริงก็รู้สึกตั้งแต่ตอนที่นั่งรถขึ้นเขามาแล้วล่ะว่ามันค่อยๆเย็นขึ้นเรื่อยๆดังคำกล่าวที่ว่า "ยิ่งสูงยิ่งหนาว" จริงๆ (เกร็ดความรู้วิทย์กายเล็กน้อย : ระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 11 เมตร อุณหภูมิจะลดลง 1 องศาเซลเซียส)
ถ้าใครจะไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงหน้าหนาวนี้และถ้าคิดจะขึ้นดอยด้วยล่ะก็...กรุณาเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อมเลยเชียวนะคะ หมวกกับถุงมือไม่ใช่ของแปลกสำหรับที่นั่นค่ะ เราเองยังแอบรู้สึกว่าคิดผิดเลยที่ไม่ได้เอาถุงมือไปด้วย เพราะมันหนาวจริงๆ ตอนขึ้นไปวัดพระพุทธบาทสี่รอยนี่...ขนาดเราใส่เสื้อแขนยาว2 ชั้น+พันผ้าพันคอหนาๆผืนนึง+ใส่กางเกงขายาว+ใส่ถุงเท้าด้วย...ยังเอาไม่อยู่เลย
สรุปอากาศเชียงใหม่ในช่วงหน้าหนาว
พื้นราบ กลางวัน - ร้อน...ชิบ...หาย...
พื้นราบ กลางคืน - ชิวๆถึงค่อนข้างหนาว
บนเขา กลางวัน - ชิวๆ แต่พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง (แปลว่าอากาศเย็น แต่ก็มีแดด)
บนเขา กลางคืน - หนาว...ชิบ...หาย...
.....หวังว่าการสรุปลักษณะอากาศหน้าหนาวของเชียงใหม่จากประสบการณ์ตรงของเราจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ.....
เอาล่ะนี่ก็ใกล้จะจบบันทึกการเดินทางวันแรกแล้ว อีกนิดเดียว ทนอ่านหน่อยนะ
พวกเรากลับลงมาจากวัดพระพุทธบาทสี่รอยพร้อมกับความปิติในจิตใจ ขากลับลงมานี่รู้สึกเหมือนระยะทางมันสั้นและขับรถได้ง่ายกว่าตอนขาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลย ก็ตั้งใจว่าจะไปหาอะไรกินกันก่อนกลับเข้าโรงแรม แต่เนื่องจากมันมืดจัด...พ่อเลยเลี้ยวออกผิดทาง...กลายเป็นว่าพอลงมาถึงพื้นแล้วก็ต้องวนอ้อมรอบเขาทั้งลูกกว่าจะได้กลับไปหาอะไรกิน ร้านที่เคยเล็งๆเอาไว้ตอนขามาก็ปิดร้านกันไปซะหมดแล้วเพราะตอนนั้นใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว สุดท้ายก็ต้องไปทนกินข้าวต้มโต้รุ่งรสชาติห่วยๆที่ร้านร้านนึงที่อยู่ระหว่างทางกลับโรงแรม ก่อนจะกลับเข้าที่พักแล้วอาบน้ำนอนเตรียมตะลุยเที่ยวในวันรุ่งขึ้นค่ะ
แล้วพบกันในบันทึกการเดินทางวันที่ 2(พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์-สวนสัตว์เชียงใหม่-เชียงใหม่ไนท์บาซาร์) นะคะ ^ ^
แถมท้ายบล็อก
วันนี้เป็นวันที่เราทำหัวทองมาครบ 1 ปีแล้วนะ ไม่เชื่อดู หลักฐาน สิ
และอีกไม่นาน...หัวเราจะเปลี่ยนสีอีกครั้ง แต่รับรองว่ายังไม่กลับเป็นสีดำแน่ๆ หึๆๆ -_,-+
)







